The Big Move

#เรื่องของโฮย่า

เชื่อมั๊ยว่าเราเริ่มหาข้อมูลการขนย้ายหมานานถึง 3 ปีก่อนย้ายจริง เราเตรียมตัวกันนานเพราะสามีนับวันรอเกษียณอยู่เพื่อเราได้ย้ายมาเมืองไทย

เรากลับเมืองไทยปี 2018 หลังจากอยู่อเมริกามา 16 ปีเต็ม หอบหิ้วกันมาทั้งสามีต่างชาติทั้งหมาทั้งลิง(ลูกชาย) ตอนนั้นอายุ 1 ขวบครึ่ง แต่ที่เป็นห่วงที่สุดคือลูกชายคนโต พี่โฮย่า เพราะนางหน้าสั้น อายุ 8 ขวบถือว่าเป็น senior แล้ว สายการบินไม่ค่อยรับเนื่องจากน้องหมาลักษณะนี้มีปัญหาการหายใจ และเสียชีวิตหลายตัวระหว่างอยู่ใต้ท้องเครื่องบิน ฉะนั้นการเลือกเส้นการเดินทางครั้งนี้เอาโฮย่าเป็นหลัก (จริงๆ สร้างบ้าน ซื้อรถ สั่งเตียงก็เอาเอ็งเป็นหลัก)

เชื่อมั๊ยว่าเราเริ่มหาข้อมูลการขนย้ายหมานานถึง 3 ปีก่อนย้ายจริง เราเตรียมตัวกันนานเพราะสามีนับวันรอเกษียณอยู่เพื่อเราได้ย้ายมาเมืองไทย (เหตุคือย้อนกลับไป 9 ปีก่อนหน้า ที่สามีโดนว่าที่พ่อตาสั่งให้พาลูกสาวกลับไทย สามีเลยขอเวลา 9 ปีเพื่อเค้าจะได้เกษียณตามเกณฑ์รัฐบาลอเมริกาที่คนทำงานรับใช้ชาติ 25 ปีแล้วเกษียณ รับบำนาญได้ตลอดชีพ คิดถึงคนเป็นพ่อตอนนั้นว่าอยากให้ลูกสาวกลับบ้าน แต่โดนแฟนต่างชาติขอเวลา 9 ปี มันเป็นเวลาที่ยาวนานมากโดยเฉพาะสำหรับคนอายุเกือบ 70 แต่เผลอแป๊ปๆ อ้าว 9 ปีละ สามีหัวล้านพอดี กลับบ้านได้ 5555)

กลับมาเรื่องขนย้ายพี่โฮ เราก็ไปหาข้อมูลตามทางปกตินั่นแหละ ในอินเตอร์เน็ต ดู pet relocation services ก็มีอยู่ไม่กี่บริษัทที่ทำธุรกิจนี้ ซึ่งก็มีบริการตั้งแต่ door-to-door มีเครือข่ายทั่วโลกส่งถึงประตูบ้านปลายทาง หรือแค่ทำเรื่องเอกสารให้ สรุปสั้นๆ ว่าเค้าจะเอา $10,000 หรือประมาณ 300,000 บาทในการนำพี่โฮสู่เมืองไทย ป๊าดดดด ลูกกกก ซื้อหมาใหม่ได้กี่ตัวเนี่ยยย โดยที่ราคานี้ก็ไม่ใช่ว่าจะบินสายการบินพิเศษสำหรับหมาแต่อย่างใด ก็ไป Lufthansa ผ่าน Frankfurt เพราะมี animal lounge ให้หมอเช็คความพร้อมการบินต่อ และก็มีข้อจำกัดว่าต้องบินตอนอุณภูมิที่เมืองปลายทางต่ำกว่า 80 ฟาเรนไฮด์หรือ 26 องศาเซลเซียส ปีนึงมีกี่วันวะเนี่ย เมืองไทย แต่เอาจริงพวกดีเทลเราไม่ได้สนใจมากเพราะจบตั้งแต่บอกราคามาละ หาทางใหม่ๆ อ่ะ

รัฐที่เราอยู่คือเวอร์จิเนียร์มีประชากรทหารเยอะ พวกนี้ย้ายที่กันบ่อยแล้วแต่ว่าโดนย้ายไปประจำที่ไหน ไปทั้งครอบครัว ลูก หมา แมว ก็เลยลองถามครอบครัวเหล่านี้ดู เค้าก็บอกว่าบินสายการบินปกติ ของเค้าบินแค่ $300 เอง Lufthansa เหมือนกัน ลองโทรไป Lufthansa ก็เป็นเช่นนั้น ค่าเอาหมาเข้า cargo ซึ่งเราก็คิดว่าแต่เราไม่อยากให้โฮย่าต้องอยู่ใต้ท้องเครื่องนานขนาดนั้น บินจากอเมริกามาไทย ใช้เวลาเป็นวันๆ เราเลยไปค้นหาวิธีใหม่ จนไปเจอว่าสายการบินอนุญาตให้ service dog และ emotional support animal (ESA) ขึ้นเครื่องกับผู้โดยสารได้แบบนั่งด้วยกันเลย
 
 
ทั้งนี้ความแตกต่างระหว่าง service dog กับ ESA นั้นคือ service dog ต้องมีความสามารถในการช่วยเหลือเจ้าของ เช่น เห่าเรียกคนช่วยเวลาเจ้าของเกิด panic attack หรือ ช่วยนำทางคนตาบอด ส่วน ESA นั้นตามชื่อคือมีไว้ให้อุ่นใจ ให้ความช่วยเหลือทางอารมณ์ ดังนั้นเจ้า ESA นี้ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษ และไม่จำเป็นต้องเป็นหมา จะเป็นแพะ แกะ ม้า หนู กระรอก ได้หมด สิ่งนี้ ณ ขณะนั้นเป็นสิ่งที่มีแค่ในอเมริกาเท่านั้น อเมริกาชอบส่งทหารไปออกรบ และพวกนี้จะกลับมากับความทรงจำไม่ดีเยอะ กลายเป็นโรค post-traumatic stress disorder (PTSD) กลายเป็นคนมีความบกพร่องทางอารมณ์ ฝันร้ายบ่อย เกรี้ยวกราด กลับเข้าสังคมยาก หนึ่งในสิ่งที่ช่วยได้คือการอยู่กับสัตว์เลี้ยง จึงได้มี ESA ขึ้นมา...
 
โอเค งั้นเราต้องทำโฮย่านี่แหละเป็น emotional support animatl (ESA) และคนที่สมควรมีความบกพร่องทางอารมณ์มากที่สุดก็คือสามี 5555 ทอมมี่เป็นหน่วยกู้ภัย first responder และเป็นนักดับเพลิง ตอนสมัย 9-11 ก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปกู้ซากที่ pentagon ดังนั้นมีเหตุสมควร ไม่รอช้า หาข้อมูลว่าการจะมี ESA ได้ เราต้องได้จดหมายจากจิตแพทย์ว่าบุคคลคนนี้ต้องการ (หมา แมว แพะ) ตัวนี้อยู่ด้วยตลอดเวลาเพี่อช่วยเหลือทางอารมณ์ ดังนั้น

ขั้นที่หนึ่ง ให้สามีไปทำข้อสอบเพื่อให้จิตแพทย์เขียนใบรับรองให้ว่าสามีมีความบกพร่องทางอารมณ์ (เอิ๊ก) ทำให้ต้องเดินทางกับหมาตัวนี้ (คือโฮย่า) ไม่ว่าจะทางเรือ ทางน้ำ ทางบก จดหมายมีอายุ 1 ปี การทำข้อสอบนี่เกิดขึ้นออนไลน์นะคะ ไม่ได้เจอกันตัวต่อตัว แค่ทำแบบสอบถาม เค้าก็ถามคำถามเช่น คุณมีอารมณ์เศร้าบ่อยแค่ไหน คุณเคยคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ เราก็ตอบเอนๆ ไปทางจิตๆนิดๆ แต่ไม่ต้องขนาดให้เค้าส่งคนมาโกยตัวเราเข้า รพ ทำเสร็จส่งไป อีกไม่กี่วันก็มีจดหมายรับรองมาทาง e-mail และตัวจริงส่งตามมา จ่ายไปเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่ไม่น่าเกิน $300 (10% ของราคาจากบริษัทขนย้ายสัตว์เลี้ยงที่ quote มา $10,000)

ด้วยเพราะขั้นตอนมันง่ายเพียงนี้ เราเลยคิดกันละว่าต้องมีคนแอบทำแบบนี้เพื่อเอาสัตว์เลี้ยงของตนเข้าสถานที่ต่างๆ ที่สัตว์เลี้ยงทั่วไปเข้าไม่ได้แน่ๆเลย (คือเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ฉะนั้นเราต้องรีบขอจดหมาย และเตรียมแจ้งสายการบินก่อนที่จะมีคนเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ ตอนเราบินกลับเมืองไทยจดหมายนี้เลยมีอายุเกือบปี คือเกือบจะหมดอายุใช้ไม่ได้พอดี และระหว่างปีก่อนเราย้ายกลับก็จะเห็นข่าวเรื่องคนเอาหมาดุขึ้นเครื่องบินไปกัดผู้โดยสารคนอื่นบ้าง จะเอานกยูง ม้าแคระของตนขึ้นเครื่องบ้าง (สติอยู่ไหน) ซึ่ง ณ ตอนนั้นสายการบินถูกบังคับโดยกฎหมายให้รับ ESA และก็มีเรื่องแบบนี้ให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ จนมาวันนี้สายการบินไม่จำเป็นต้องรับ ESA แล้ว หลายสายการบินจึงออกนโยบายไม่รับเลย หรือจำกัดชนิดและขนาดของสัตว์

ขั้นที่สอง เลือกสายการบิน เลือกไม่ยากเพราะทุกคนแนะนำ Lufthansa มาว่าเป็นสายการบินหลักที่บินสัตว์ทั่วโลก ทั้งหมา ม้า และสัตว์อื่นๆ ส่วน cargo ของ Lufthansa ที่ใช้ขนย้ายสัตว์ได้มีระบบปรับอากาศเหมือนส่วนของผู้โดยสารและมีสัตว์หลายชีวิต ไม่ใช่ว่าหมาเราจะไปรวมอยู่กับกองกระเป๋าเดินทาง ที่เราต้องใส่ใจเรื่องนี้ก็เพราะ ESA นั้นเป็นคอนเซ็ปของทางอเมริกา เที่ยวบินเข้าและออกจากอเมริกาเท่านั้นที่โดนบังคับรับ ESA บน cabin ผู้โดยสาร
 
     
 


วอชิงตัน ดีซี ไม่มีเที่ยวบินตรงมากรุงเทพ ต้องไปต่อเครื่องที่ไหนซักที่ ดังนั้นเที่ยวบินสู่เมืองไทยโฮย่าจะต้องลงไปนอนใน cargo แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ cargo ทั้งสองเที่ยวบิน เราต้องบินไปเปลี่ยนเครื่องบินที่ Frankfurt เพราะมี animal lounge มีสัตวแพทย์คอยดูหากมีอาการไม่ดี แต่เราก็ไม่ได้ใช้บริการหรอกนะ มันแย่ตรงที่ Lufthansa ไม่ใช่สายการบินหลักในเส้นทาง DC-Bangkok แปลว่า connection ห่วยแตก transit 14 ชั่วโมง คือเค้าก็มีสายการบินพาร์ทเนอร์ในเครือ Star Alliance ที่ทำให้สามารถบิน DC-Bangkok ได้แบบไม่รอนานมาก แต่นั่นแปลว่าเครื่องบินไม่ได้ operate โดย Lufthansa ไม่ใช่ Lufthansa แท้เราไม่ไปค่ะ

ขั้นที่สาม จองโรงแรมเพราะ 14 ชั่วโมงน่าจะนอนเล่นที่ gate ไม่ไหว ก็หาที่ที่หมา 40 โลเข้าได้ นอกประเทศอเมริกา จดหมายคุ้มครองความเป็น ESA ของโฮย่าก็ไม่มีผลละ ไปเป็นหมาธรรมดาตัวหนึ่ง แต่หาไม่ยากเพราะเยอรมันค่อนข้าง dog friendly เลือกจองที่ Sheraton เพราะอยู่ในสนามบินเลยและท่านโฮย่าเข้าพักได้ เดินทางครั้งนี้ตั้งใจว่าเป็นครั้งเดียวแน่นอนที่จะกระเตงกันสี่ชีวิตพร้อมสำภาระล้านแปดแบบนี้ ดังนั้นเอาความสะดวกสบาย (ของหมา) เข้าว่า ชีวิตทาสหมา ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้
 
 
 

ขั้นสุดท้าย จัดการเอกสารทั้งหมดเพื่อไม่ให้โฮย่าโดนกักตัวขาเข้าประเทศไทย อันนี้ก็หาข้อมูลเยอะเหมือนกัน ต้องติดต่อทั้งปศุสัตว์ไทย ขอ vaccine requirements ทำ      import permit และเอกสารอื่นๆ ติดต่อทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายในอเมริกา ต้องไปหาหมอที่อเมริกา ฉีดวัคซีน เอาเอกสารไปให้ทางการประทับตรา ต้องมีระดับ.    เมือง (ที่คลินิกสัตว์เราเอง) ระดับรัฐ (ที่ Richmond, VA ขับรถไปสองชั่วโมงเพื่อสแตมป์ง่อยๆหนึ่งอัน) ระดับประเทศ (state department อันนี้ไม่ไกลเพราะเราอยู่.      ใกล้.ดีซี) ทำ pet passport ทุกอย่างต้องจัดการภายในเวลา 10 วันก่อนเดินทาง แล้วด่านกักกันสัตว์ในไทยก็ติดต่อยากเย็น ส่งเอกสารก็ช้า ตามแล้วตามอีก สรุปได้      import permit 1 วันก่อนเดินทาง โอ๊ย คือวุ่นวายกว่าของคนมากจนลืมว่าสามีเป็นต่างชาติ สรุปไม่ได้ทำวีซ่าสามี เข้ามาประเทศไทยได้เป็นนักท่องเที่ยว ต้องออกนอก.      ประเทศทุก 30 วัน เอิ๊ก ส่วนลูกชายไปทำใบสูติบัตรและพาสพอร์ตที่สถานทูตไทยไว้แล้ว รอด

  วันท้ายๆ ก่อนถึงวันเดินทางยุ่งอยู่กับการขายบ้านขายรถ และแพ็คสัมภาระมากมายก่ายกอง ตอนเก็บของก็ว่าทิ้งเยอะมากๆ แล้วแต่ทิ้งเท่าไหร่ก็ยังเหลือเยอะ ขนาดเราเป็น   คนไม่ค่อยช่างเก็บ ไม่ยึดติดกับสิ่งของแล้วนะ อ้อ แต่มีพวกของลูกที่เล็กแล้ว เสื้อผ้า รองเท้า ก็เก็บมาบ้าง คนที่เคยย้ายบ้านคงเข้าใจถึงความรู้สึก ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเราควรเดินตาม Marie Kondo (if it doesn’t spark joy you don’t need it) ค่อยๆ ทิ้งของเรื่อยๆ ไม่เก็บไว้นานจนเกิดความผูกพัน อย่าเสียดาย แล้วบ้านเราจะสวยขึ้น ชีวิตสบายขึ้น
 
เรื่องขายบ้านจริงๆ ขายได้ซักพักนึงแล้วแต่ผู้ซื้อมีปัญหากับกระบวนการกู้เงินนิดหน่อย ใช้เวลาเดินเรื่องอยู่นานพอสมควรจนเกรงๆ ว่าดีลจะจบก่อนบินมั๊ยว๊า และแล้วก็ไม่จบ
ปึงงง ต้องมอบอำนาจให้พี่ชายสามีจัดการต่อหลังจากเราบินกลับไทยแล้ว ข้อดีคือได้อยู่บ้านตัวเองจนวันบิน ข้อเสียก็รู้ๆ กัน ต้องรบกวนคนอื่นและก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวจะมีอะไรพลาด แต่แล้วก็ผ่านไปด้วยดี ส่วนรถนั้นขายให้เพื่อนซึ่งขับพาเราไปส่งที่สนามบิน โชคดีไป

อยู่มาวันหนึ่งสามีทักว่าให้เช็ควันที่ตั๋วเดินทางว่าเป็นวันที่ 6 เพราะเป็นวันที่ 5 ยังมีภาระกิจต้องเข้าไปจัดการที่ออฟฟิศพวกเรื่องบำนาญ เมื่อเช็คจึงพบว่า เฮ้ย! ซื้อตั๋วผิดไปวันนึง! ด้วยความที่การเดินทางมันข้ามวันข้ามคืนออกวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 เราน่าจะงงวัน จองวันผิด โรงแรมอะไรก็ติดต่อไว้หมดแล้ว โทรไปเลื่อน เสียค่าเลื่อนไป $480 แหง่ว...แต่เลื่อนได้ก็ยังดี

และแล้วก็มาถึงวันเดินทาง เครื่องออกเที่ยงๆ เลยไม่ต้องรีบมาก พอมาเคาน์เตอร์เช็คอินก็เอาเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ ของพี่โฮปึกหนาสุด ปรากฎว่าคนที่มีปัญหาไม่ใช่หมา แต่เป็นสามี ไอ้ความที่สามีไม่ได้ทำวีซ่าครอบครัวไว้ เข้าไปเป็นนักท่องเที่ยว (ชาวแคนาดา) ตั๋วเครื่องบินจะต้องมีกำหนดกลับภายใน 30 วัน เท่ากับจำนวนวันที่คนแคนาดาอยู่ในไทยได้โดยไม่มีวีซ่า แต่ตั๋วที่เราซื้อไว้มันกำหนดกลับไกลกว่านั้น คือกะว่าทิ้งตั๋วขากลับนั่นแหละ แต่ซื้อตั๋ว one way มันแพงกว่า round trip ก็เลยซื้อ round trip แล้วเอาวันกลับไกลๆ หน่อยเผื่อกลับไทยแล้วเกิดไม่ไหว จะต้องเผ่นกลับ จะได้มีทางเลือก 5555 อ่ะ สรุปว่าต้องเลื่อนตั๋วขากลับสามีให้อยู่ภายใน 30 วัน ส่วนคนอื่นๆ โอเค เสียตังค์อีก $400 เลื่อนครั้งที่สอง ดีว่ามาเร็ว มีเวลาค่อนข้างมาก คณะเรามีกระเป๋าเช็คอินประมาณ 3-4 ใบ บวกกรงหมาอันยักษ์ (พี่โฮฝึกอยู่ในกรงวันละ 2-3 ชั่วโมงทุกวันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนบิน ไม่งั้นปกติตั้งแต่เด็กไม่เคยเลี้ยงในกรงเลย) สรุปว่าของเช็คอินไม่เยอะมาก เพราะส่วนใหญ่ส่งทางเรือหมดแล้ว แต่ไอสิ่งที่ไม่ได้เช็คอินนี่สิ ทำไมไม่เช็ค! ก็มันเช็คบ่ได้ขุ่นพี่... แก้วแหวนเงินทอง กระเป๋าใบแพง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกหมา สะดวกลิง (แต่ลำบากกรู) stroller car seat (เด็กต้องนั่ง car seat บนเครื่องบินด้วย) ชามข้าว อาหารหมา ขนมนมเนย ผ้าอ้อม นมลิง เสื้อผ้าเผื่อเลอะ เกมส์ ของเล่น หูฟัง อะไรที่คิดว่าจะพอช่วยให้การนั่งเครื่อง 20 ชั่วโมงผ่านไปโดยไม่มีใครเสียสติ

การเดินทางทุลักทุเลขั้นสุดเพราะต้องแบกของมีค่าทั้งหมดอยู่กับตัว รวมถึงเอกสารล้านแปด (ของหมา ของลูก ของสามี) แด้ดดี้ต้องสะพาย car seat ของลูกลิงและอีกมือต้องจูงหมา (ที่มาในฐานะผู้ช่วยคนมีอาการบกพร่องทางอารมณ์) ไม่ให้ทะเล่อทะล่าทักคนทั้งสนามบิน เราเข็นกระเป๋าข้างนึง เข็นลิงอีกข้างนึง ในใจท่องว่าชีวิตนี้ครั้งนี้ครั้งเดียว ชีวิตนี้ครั้งนี้ครั้งเดียว ผ่าน security ต้องถอดทุกอย่างตามกระบวน เสื้อคลุม เข็มขัด กระเป๋า คอม ipad power bank รองเท้า ใช้เวลาพอประมาณ ที่สำคัญหมาก็ให้ถอดสิ้นทุกสิ่ง เชือกจูง ปลอกคอ เอ็กซเรย์หลายรอบ ในขณะที่พี่โฮย่าดีใจหูตั้งหางกระดิกทักคนไปทั่ว เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้แคร์ ไม่ใช่หน้าที่ แต่ก็ไม่มีใครทำท่ากลัว มีแต่คนขอเอาพี่โฮไปนั่งด้วย

บินต่อแรกจาก Washington DC ไป Frankfurt เป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง เอาพี่โฮไปฉี่ๆ ก่อนขึ้นเครื่อง ทุกสนามบินจะมีที่ให้ service dog ไปทำธุระ พี่โฮย่าฉี่ไม่มีปัญหา นั่งรอที่ประตูทางออก ก็มีคนมาเล่นด้วยตลอด พี่โฮมีฟามสุข เดินได้ทั่ว ตอน board เครื่องก็ให้สามีจูงละโชว์จดหมาย ESA ทุกคนยินดีต้อนรับ ซึ่งคิดว่าเป็นเพราะสายการบินยุโรปโดยเฉพาะ Lufthansa มีความคุ้นเคยกับผู้โดยสารที่เป็นน้องหมา ดีใจว่าถ้าบินสายการบินอื่นอาจจะไม่ได้ประสบการณ์นี้ จะมีก็แค่คนนั่งเยื้องๆ กันแถวหน้าถาม flight attendant ว่าทำไมให้หมาตัวใหญ่ขึ้นเครื่องเพราะเค้าแพ้ ก็พอเข้าใจได้ แต่โฮย่าก็อยู่ในที่ของเราตลอดไม่ได้ไปเพ่นพ่าน คนอื่นๆ ก็เอ็นดูโฮย่า อยากเอาไปนั่งด้วย เราได้แถวกลาง 4 ที่นั่งเป็นของเรา ชั้น premium economy โฮย่าก็มีที่นอนตรงขาเรานี่แหละ เอาหมอนแม่ไปนอนกอดด้วย พี่โฮนอนตลอดการบินยกเว้นตอนเสิร์ฟอาหาร โงหัวขึ้นมาเล็กน้อย ลูกลิงก็ตามประสา เดินไปเดินมาบ้าง ร้องบ้าง ยุ่งบ้าง พอหลับแม่ก็พยายามหลับแต่นอนไม่หลับ ก็ทนเหนื่อยๆไป จนลิงตื่น ชีวิตมนุษย์แม่ หมด 8 ชั่วโมง มาถึง Frankfurt โดยสวัสดิภาพ โกยสัมภาระเตรียมลงเครื่อง uninstall car seat แสนหนักยัดใส่เป้อันเท่าบ้าน ลงเครื่องปุ๊ป รอรับ stroller รอนานจนคิดว่าสายการบินทำหาย ยอมแพ้เลิกรอ ลิงอายุขวบครึ่ง เดินช้ามากกกก จะอุ้มก็หนัก แล้วของอื่นๆล่ะ โอ๊ยยย สรุปให้ลิงขี่กระเป๋า เราลาก สามีก็สะพาย car seat จูง ESA เหมือนเดิม
 
           
 
ทีนี้พี่โฮย่าจะต้องเข้าใต้ท้องเครื่องใน flight ต่อกลับไทย แปลว่าเราต้องผ่าน immigration ไปรับกระเป๋าทั้งหมด และกรงหมาที่ baggage claim เพื่อไป check in อีกรอบ พร้อมพี่โฮในกรง ก็แบกกันไป ยังดีว่ามีคนโรงแรมมาช่วย เข็นทุกสิ่งไปที่ห้องพัก ลิงหลังจากหลับมาบนเครื่องก็ไม่นอน เข้าไปอยู่ในกรงหมาเป็นบ้านเด็กเล่น เราพาพี่โฮย่าออกไปชมบริเวณรอบๆ โรงแรมสนามบินให้นางได้ฉี่และอึ๊ อากาศกำลังดีช่วงเดือนมีนา ไม่หนาวมาก พี่โฮได้เหยียบพื้นดินเยอรมัน เสร็จก็กลับมาที่ห้องให้พี่โฮกินข้าว พ่อแม่อาบน้ำแปรงฟัน นอนแป้ปนึงละพากันไป lounge ได้ยืดเส้นยืดสายหาอะไรรับประทาน

 


สิบชั่วโมงผ่านไป ได้เวลาเตรียมตัวบินอีกครั้ง เอาพี่โฮย่าไปทำธุระอีกรอบแล้วหอบของไป check in แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ดูแลพี่โฮย่าอย่าให้อยู่ใต้ท้องเครื่องนานเกินจำเป็น พี่โฮย่าก็ดูไม่มีอาการหวาดหวั่นแต่อยากใด อยู่นิ่งๆ ในกรง เราก็พาลิงขึ้นเครื่อง บินต่อ 10 ชั่วโมงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตอนอยู่บนเครื่องก็มีคิดว่าพี่โฮย่าจะเป็นยังไงบ้าง แต่ก็ไม่ได้ห่วงมาก คิดว่าทำดีที่สุดแล้ว
 

ถึงกรุงเทพแล้วววว ลงเครื่องปุ๊ป ก็ถามหาด่านกักกันสัตว์ทันที ได้ความว่าอยู่ตรงที่รับกระเป๋า เลยไปที่รับกระเป๋า เห็นออฟฟิศเล็กๆ อยู่ เข้าไปพร้อมกับ import permit ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย รอรับพี่โฮย่า พี่โฮย่าถูกเข็นออกมาโดยเจ้าหน้าที่ที่ทำกรงนางตกรถเข็น มันน่าเบิ๊ดกะโหลกนัก เค้าแจ้งว่าเอาออกจากกรงไม่ได้จนกว่าจะออกข้างนอก แต่ดูพี่โฮย่าก็หน้าตาไม่ได้เครียดอะไร เข็นออกมาเจอคุณยายที่มารอรับ พอประตูเปิดสู่โลกภายนอกเท่านั้นแหละ ลมร้อนก็ปะทะหน้า ลิ้นพี่โฮยาวถึงพื้นใน
ทันใด Welcome to Thailand...
 
 
   .   
 

 
ถึงวันนี้ก็สามปีมาแล้วที่กลับสู่มาตุภูมิ ตั้งแต่โฮย่ามาเมืองไทย กิจกรรมก็น้อยลงไปทันทีด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว และอายุนางที่เพิ่มขึ้น เราจึงใส่ใจอาหารการกินน้องเป็นพิเศษมากๆ วันนี้โฮย่าอายุ 11 กว่าขวบแล้ว ซึ่งสำหรับบูลด้อกต้องบอกว่าอายุเท่านี้ไปวิ่งเล่นบนดาวหมากันแล้วก็เยอะ mommy ดีใจมากๆ ที่วันนี้ปู่โฮย่ายังยิ้มกว้าง และกระดิกหางสั่นถึงขาล่าง เป็นมิ่งขวัญของปวงประชาต่อไป #mommylovesyou